THc Acupuncture clinic

02-1789980, 02- 1160667

การจัดการความเจ็บปวดด้วยฝังเข็ม

โดย

Jonathan Wilkinson, MB ChB MRCP FRCA1 and

 Richard Faleiro, BSc (Hons) DCH FRCA2

. พ.ญ.ศรันยา สาครินทร์, M.D., AAAOM แปล


                         

Cr:http://static1.squarespace.com/static/5006c5ed24ac21f35d8ecc6c/5006c5ed24ac21f35d8ecc7e/5008500fe4b0c6fedbcad8a2/1342722063426/acupuncture110324104147-large.jpg

การฝังเข็ม เป็นการรักษาที่เป็นการรักษาเสริมกับการรักษาหลัก ซึ่งเริ่มที่จะมีการใช้เพิ่มขึ้นในการจัดการความเจ็บปวด การฝังเข็มเริ่มที่ประเทศจีน ตั้งแต่มากกว่า 3,000 ปีก่อนและยังคงใช้รักษากันจนปัจจุบัน บทความนี้เป็นการสรุปของกลไกการรักษา, ผลงานวิจัยด้านผลการรักษา และ อาการต่าง ๆ ที่ควรจะคิดถึงการใช้ฝังเข็มในการรักษา
ทฤษฎีดั้งเดิมของกลไกการรักษา
                         เข็มปลายตันขนาดเล็ก (เข็มขนาด 32-36) จะถูกฝังเข้าไปในร่างกายที่จุดฝังเข็มเฉพาะที่ หนังสือตำราดั้งเดิมจะอธิบายว่ามี 356 จุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณบนร่างกาย ในระบบการแพทย์แผนจีนนั้น ร่างกายจะต้องมีการปรับสมดุลกันของ 2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่แยกกันไม่ได้ นั่นคือ หยิน และหยาง หยินเป็นตัวแทนของ ความเย็น, ช้า, การนิ่งรอ ขณะที่หยางเป็นตัวแทนของ ความร้อน, ความตื่นแต้น, การขยับกระทำ
การสรุปหลัก ๆ ในการแพทย์แผนจีนนั้น สุขภาพดีจะต้องให้ร่างกายคงอยู่ของ ภาวะการสมดุล และ การเป็นโรคนั้นเป็นผลจากการที่ภายในไม่สมดุลของหยินและหยาง การไม่สมดุลนี้นำไปสู่การอุดตันของพลังงานที่สำคัญของร่างกาย(ชี่)ในเส้นลมปราณ การแพทย์แผนจีนเชื่อว่ามี 12 เส้นลมปราณหลัก และ 8 เส้นลมปราณรอง ซึ่งมีมากกว่า 2,000 จุดฝังเข็มในร่างกายเราที่เชื่อมต่อกันกับเส้นลมปราณ ไม่ว่าเราจะเชื่อตามหรือไม่ การเชื่อมกันของเส้นลมปราณนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับอาการต่าง ๆ ของเราซึ่งได้รับการสังเกตมากว่าพันปี

เทคนิคการฝังเข็มแบบพื้นฐาน

Cr: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/15/Acupuncture_Needles.jpg           
              
                         เข็มฝังเข็มจะถูกฝังลงไปลึก 4-25 มม. และทิ้งค้างไว้ในช่วงเวลานึง (จากไม่กี่วินาที ถึงนานหลายนาที) โดยทั่วไปจะฝังเข็มประมาณ 6-12 เข็ม (บางทีมากกว่านั้น) จะฝังเข็มไปที่จุดฝังเข็มหลายแห่งในช่วงเวลาเดียวกัน ความรู้สึกจะถูกอธิบายว่า รู้สึกยุบยิบ หรือเจ็บตื้อ ๆ ที่จุด หลายคนจะบอกว่ารู้สึกผ่อนคลาย หรือง่วงนอน และ มีบางรายงานบอกว่ารู้สึกมีพลังงาน กระปรี้กระเปร่าหลังจากนั้น

  • การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า

Cr: http://www.ohsu.edu/blogs/brain/files/2015/09/TsaoTreatment-1207-178.jpg

กระแสไฟเล็กน้อยจะใช้ที่ผิวหนังบนจุดฝังเข็มหรือบนเข็ม มีหลายแบบในการกระตุ้นที่ใช้กันอยู่
ความถี่ในการกระตุ้น
รายงานการกระตุ้นเจาะจงที่กลไกการปวดภายในร่างกาย
- กระตุ้นด้วยความถี่ต่ำ (1-2 Hz) ทำให้เกิดการหลั่งสารเอนโดฟิน (Endorphins) เป็นสารแห่งความสุขและผ่อนคลาย และ เอนเคฟฟาลิน (Enkephalin) เป็นสารลดปวดออกมา ถ้าความถี่น้อยกว่า 1 Hz จะไม่ได้ผล
- กระตุ้นด้วยความถี่ระดับกลาง (12-15 Hz) ทำให้ผลิตสารลดปวดพวก โอปิออยด์ (Opioids) ทั้งสามชนิด (มี Enkephalins, Endorphins, and Dynorphins)
- กระตุ้นด้วยความถี่ระดับสูง (100 Hz) ทำให้ไดนอร์ฟิน (Dynorphins) หลั่ง ซึ่งก็ลดปวดได้ และไม่มีผลต่อ เอนโดฟิน หรือ เอนเคฟฟาลิน ไม่มีผลต่อการหลั่งเพิ่มของ โอปิออยด์ หากกระตุ้นมากกว่า 200Hz
ขนาดของไฟฟ้าในการกระตุ้น
1-3 mAmp เป็นช่วงที่ใช้กันมากที่สุดในการรักษา ขนาดของไฟฟ้าที่ใช้นี้จะผลิตการกระตุ้นกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฝังเข็มแบบที่ไม่เจ็บ ถ้าใช้ขนาดของไฟฟ้าแรงกว่านี้จะทำให้เกิดการปวดขึ้นได้ และจะทำให้เกิดเป็นการตอบสนองแบบก่อความเครียด การกระตุ้นลดปวดแบบก่อความเครียดต่อกล้ามเนื้อเพิ่มนั้นไม่ได้ใช้ในการฝังเข็มลดปวด
ระยะเวลาในการกระตุ้น
อย่างน้อย 10 นาที เพื่อที่จะมีการผลิตสารเอนโดฟิน ซึ่งจะมีการหลั่งสูงสุดหลังกระตุ้น 20 นาที เมื่อกระตุ้นนานมากกว่า 1 ชั่วโมง หรือ ถ้ากระตุ้นซ้ำ ๆ (เช่น กระตุ้น 30 นาทีซ้ำทุก 1 ชั่วโมง) ผลการลดปวดจะทำได้น้อยลง


  • การรมยา (Moxibustion)

Cr: http://www.danjakesacupuncture.com/wp-content/uploads/2015/02/Needle-moxibustion.jpg

เป็นการกระตุ้นโดยความร้อน อาจจะใช้บนเข็มที่ฝังที่จุดฝังเข็ม ดั้งเดิมแล้วจะใช้สมุนไพรบดแล้วจุดไฟ
ฝังเข็มด้วยเลเซอร์
การฝังเข็มด้วยเลเซอร์ จะใช้เสงเลเซอร์ขนาดเล็กพลังงานต่ำบนจุดฝังเข็ม
การกดจุด
เป็นการใช้แรงกดเพื่อกระตุ้นจะฝังเข็ม ซึ่งอาจจะใช้เป็นกำไลข้อมือ หรือสายพันก็ได้ วิธีนี้มักจะใช้ในการแก้เมารถเมาเรือ


จุดฝังเข็ม

Cr: https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/236x/4a/3c/e1/4a3ce1d3b7b1d666d1a653c6c872b28b.jpg

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิมพ์ จุดฝังเข็มมาตราฐาน ออกมา ซึ่งมีประมาณ 400 จุดฝังเข็ม และ 20 เส้นลมปราณที่ต่อกันกับจุดฝังเข็มต่าง ๆ จุดฝังเข็มนั้นได้บอกที่ชัดเจนในบนร่างกายตามหลักกายวิภาค
มี 12 เส้นลมปราณบนแขนและขา เส้นลมปราณแบ่งเป็นหยินและหยาง เส้นลมปราณหยินของแขนมี : หัวใจ, ปอด และเยื่อหุ้มหัวใจ เส้นลมปราณหยางของแขนมี : ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่ และ ซานเจา (สามเตา) เส้นลมปราณหยินของขามี : ไต, ม้าม และตับ เส้นลมปราณหยางของขามี : กระเพาะอาหาร, กระเพาะปัสสาวะ, ถุงน้ำดี


กลไกการทำงาน

การที่เข็มที่ไม่ได้มียา แล้วฝังไปยังจุดต่าง ๆ ห่างจากจุดที่มีอาการหรือโรค ทำงานได้อย่างไร ? ทำไมการฝังเข็มที่ขาถึงไปช่วยระบบย่อยได้? หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่าเป็นผลปลอม แม้กระทั่งเส้นมปราณ และ พลังงานชี่ไม่สามารถวัด หรือเห็นได้จากกายวิภาค หรือ เทคนิคด้านฟิสิกส์ จุดฝังเข็มนั้นอยู่ในจุดที่มีความหนาแน่นของเส้นประสาทและหลอดเลือดฝอยสูงและโดยทั่วไปอยู่ที่ขอบของกลุ่มกล้ามเนื้อ
มีการศึกษาเพื่อแสดงแผนที่ของเส้นลมปราณบนร่างกาย รวมไปถึงการฉีดสาร technetium 99 เข้าไปทั้งกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมปลอม (การฉีดเข้าไปแบบตื้นที่ไม่ใช่จุดฝังเข็มจริง) ผลการตรวจออกมาว่าสารที่ฉีดเข้าไปกระจายตัวแบบกระจัดกระจายในกลุ่มควบคุมปลอม แต่สารที่ฉีดเข้าไปกระจายตัวอย่างรวดเร็วบนแบบแผนของเส้นลมปราณด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากันกับความเร็วของน้ำเหลือง หรือความเร็วหลอดเลือด หรือความเร็วของกระแสประสาทที่จุดฝังเข็ม 1
อีกการทดลองหนึ่งผลออกมาว่าการฝังเข็มที่จุดฝังเข็มที่ขาส่วนล่างซึ่งเป็นจุดที่บ่งชี้ว่าใช้กับอาการด้านสายตานั้น หลังฝังเข็มไปสามารถกระตุ้นสมองส่วนท้ายทอยซึ่งเกี่ยวกับการมองเห็นโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากการใช้การตรวจการทำงานของสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (functional MRI)
แล้วยังมีอีกหลายทฤษฎีที่สามารถอธิบายกลไกการทำงานของการฝังเข็มได้อีก
ทฤษฎีการหลั่งสารโอปิออย์โดยธรรมชาติ (สารลดปวดที่ร่างกายสร้างเอง)
การฝังเข็มส่งผลกับความเข้มข้นของน้ำในสมอง ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากการได้รับสารกลุ่มโอปิเอท: ไดโนฟิน (ออกฤทธิ์ที่ระดับไขสันหลัง), เอนโดฟิน (ออกฤทธิ์ระดับสมอง), และ เอนเคปฟาลิน (ออกฤทธิ์ทั้งระดับสมองและไขสันหลัง)
เอนโดฟินและเอนเคปฟาลินนั้นเป็นสารที่มีความสามารถสูงในการปิดกั้น หรือปรับระดับความปวดจากกล้ามเนื้อและกระดูก
ไดโนฟินเป็นสารที่มีความสามารถสูงในการปรับระดับความปวดจากอวัยวะภายในแต่ปรับระดับความปวดจากกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ได้ดีมากนัก
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าผลนั้นสนับสนุนการทดลองต่าง ๆ ที่การฝังเข็มลดความปวดได้ ดังจากการทดลองการฝังเข็มในกระต่ายที่ถูกกระตุ้นให้ปวด 2 ตัว ตัวแรกได้ผลจากการฝังเข็มการลดปวดถ่ายทอดจากกระต่ายตัวแรกไปให้กระต่ายตัวที่สองเมื่อน้ำในไขสันหลังถูกส่งผ่านไปให้ 2 การป้องกันและปิดกั้นผลของการฝังเข็มลดปวดโดยการให้ นาลอกโซน ซึ่งเป็นสารต้านการออกฤทธิ์ของเอนโดฟินในเลือด เป็นการทดลองที่สนับสนุนที่บอกว่าการฝังเข็มออกฤทธิ์ผ่านการกระตุ้นเอนโดฟิน

ทฤษฎีทางเดินเส้นประสาท

กลไกคล้าย ๆ กันกับการใช้การกระตุ้นเส้นประสาทโดยใช้ไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (trans-cutaneous electrical nerve stimulation (TENS)), ทฤษฎีทางเดินเส้นประสาทนั้นสามารถอธิบายการทำงานของการฝังเข็ม โดยให้ผลเหมือนและใกล้เคียงกันของการฝังเข็มบนจุดที่ปวด และการรักษาด้วยการกระตุ้นจุดปวด (trigger points therapy)ที่ Melzack3 เขียนไว้เกี่ยวกับทฤษฎีทางเดินทางของความปวด, ซึ่งเป็นความเข้าใจร่วมกันของทั้งการแพทย์ทั้งแผนตะวันตกและตะวันออก
ทฤษฎีการกระตุ้นฮอร์โมนภายในร่างกาย
การใช้เข็มซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่ากาย จะกระตุ้นหลอดเลือดและภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการอักเสบเล็ก ๆ บริเวณที่ฝังเข็ม อดิโนคอร์ติโคโทรปิก ฮอร์โมนจะมีการเพิ่มสูงขึ้นหลังการฝังเข็ม ทำให้เห็นว่า ต่อมหมวกไตทำงานและหลั่งสารอดิโนคอร์ติโคสเตอรอยด์ออกมาก

ทฤษฎีคลายมัดใยกล้ามเนื้อ

การฝังเข็มสามารถทำให้เกิดการคลายตัวของมัดใยกล้ามเนื้อที่รัดตัวแข็งและคลายตัวไม่ได้เอง ซึ่งเป็นผลแบบเดียวกันกับการฉีดยาเข้าจุดที่ปวด (ซึ่งเป็นการรักษาทั่วไปในคลินิกรักษาปวดของการแพทย์แผนปัจจุบัน)
ทฤษฎีกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเป็นที่ ๆ
การทำให้ร่างกายบาดเจ็บเล็ก ๆบนร่างกาย ซึ่งกระตุ้นด้วยการฝังเข็ม จะทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัวและไหลเวียนมากขึ้นในบริเวณนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการรักษาตัวบริเวณนั้น ๆ ให้เร็วขึ้น 4

ทฤษฎีการลดปวดในทางเดินสมอง

ทางเดินเมโสลิมปิกในสมองนั้น เป็นเส้นทางเดินที่ต่อกันระหว่างช่องสมองส่วนเทคเมนทัมในสมองส่วนกลางกับส่วนนิวเคลียส แอคคัมเบนส์ ในระบบลิมปิกของสมอง ทางเดินอันนี้เป็นหนึ่งในสี่ทางเดินหลักของสารสื่อประสาทโดปามีน ซึ่งจะผลิตอารมณ์สุนทรี อารมณ์ความสุขออกมา
จะเห็นได้ชัดในคนไข้ปวดเรื้อรัง ที่ ทางเดินเมโสลิมปิกจะเกิดการไม่สมดุลขึ้น หลังการกระตุ้นเส้นประสาทโดยใช้ไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (trans-cutaneous electrical nerve stimulation (TENS)) หรือกระตุ้นไฟฟ้าผ่านเข็มที่ฝังเข็ม ในเวลาสั้น ๆ ถึง 30 นาที จะมีการจัดตัวใหม่อีกรอบของทางเดินของความปวด ทฤษฎีนี้จะช่วยส่งผลลดปวดในระยะยาวที่พบเห็นได้บ่อยในการรักษา 5

หลักฐานประสิทธิภาพของการรักษา

องค์กรอนามัยแห่งขาติของสหรัฐอเมริกา The National Institute of Health (NIH) ได้เก็บบทความผลการทดลองที่เกี่ยวข้องกับฝังเข็มไว้มากมาย 6 คุณภาพของผู้ทำการทดลองมีตั้งแต่ทั้งแย่, แพทย์จีนที่กระตือรือร้น มากกว่าจะเป็น นักทดลองมืออาชีพ ทำการทดลอง บทความที่มีหลักฐานชี้ชัดสำหรับการฝังเข็มมี 2 บทความ : การลดปวดจากการปวดฟัน และ ลดการคลื่นไส้อาเจียน (ภายหลังผ่าตัด, หลังให้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง และ อาการแพ้ท้องในคนท้อง)
บทความยังรวมไปถึงว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะใช้การฝังเข็มในการรักษาอย่างจริงจัง และ บทความที่สรุปบทความต่าง ๆ ซึ่งในความจริงแล้ว น่าจะมีข้อบ่งใช้การฝังเข็มมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่การออกแบบการทดลองใหม่ที่ดีกว่าแบบเดิมในด้านที่จะต้องเจาะลึกยังจะต้องทำต่อไป การทดลองใหม่นี้ควรจะรวมไปถึงการอธิบายการฝังเข็มด้วยวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและ กลุ่มควบคุมการฝังเข็มแบบปลอมให้ได้มากกว่านี้ องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้ออกข้อบ่งชี้ในการใช้ฝังเข็มในการรักษามากกว่า 40 อาการทางการแพทย์ ซึ่งที่เกี่ยวกับด้านความปวดเท่านั้นอยู่ด้านล่าง

อาการที่แนะนำรักษาด้วยการฝังเข็ม โดย องค์กรอนามัยโลก (WHO)

  • ทางเดินหายใจส่วนบน โพรงจมูกไซนัสอักเสบเฉียบพลัน
  • น้ำมูกไหลเฉียบพลัน
  • ต่อมทอลซิลอักเสบเฉียบพลัน
  • ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรัง
  • ลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลเรื้อรัง (ปวด)
  • ปวดบีบลำไส้เรื้อรัง
  • ปวดอุ้งเชิงกราน
  • ระบบประสาท ปวดหัว
  • ไมเกรน
  • ปวดประสาทเส้นที่ห้าที่หน้า Trigeminal neuralgia
  • ปวดหลังเป็นงูสวัดดิ์
  • ปวดเส้นประสาทส่วนปลาย
  • ปวดเส้นประสาทระหว่างซี่โครง
  • ระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก เอ็นศอกอักเสบ Tennis elbow
  • ไหล่ติดแข็ง Frozen shoulder
  • ปวดคอและแขน
  • ปวดร้าวลงสะโพกและขา sciatica
  • ปวดจากกระดูกและข้อเสื่อม
  • ปวดจากแขน ขา หรือส่วนอวัยวะที่ตัดไปแล้ว Phantom limb pain
  • ปวดกล้ามเนื้อตามตัวหลายที่เรื้อรัง Fibromyalgia
  • อื่น ๆ ปวดประจำเดือน
  • ปวดหน้าอก
  • ปวดท้องคลอด หรือกระตุ้นคลอด
  • ปวดฟัน

                การทดลองในการฝังเข็มนั้นมีปัญหาด้านการใช้กลุ่มควบคุม ถ้าในกลุ่มควบคุมฝังเข็มแม้จะไม่ได้อยู่บนจุดฝังเข็ม แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการฝังเข็มก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ดังนั้นผลที่ออกมาในกลุ่มควบคุมก็ยังใกล้เคียงกับกลุ่มที่ฝังเข็มจริงอยู่ดี ในการทดลองหนึ่ง กลุ่มควบคุมได้รับการรักษาที่แตกต่างชัดเจน เช่น การกระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิวหนัง หรือ เลเซอร์ฝังเข็ม แต่ก็ได้ผลต่างที่ไม่ชัดเจนจากกลุ่มควบคุมที่ฝังเข็มไม่กระตุ้นและไม่อยู่บนจุดฝังเข็ม เพราะกลุ่มควบคุมได้รับการกระตุ้นผ่านกลไกในร่างกายอยู่ดีแม้จะไม่แรงเท่ากับกระตุ้นในการรักษา


ข้อบ่งชี้การใช้ฝังเข็มในการรักษา

               ข้อบ่งชี้โดยทั่วไปของการฝังเข็มคือสำหรับอาการปวดเรื้อรังและไม่ตอบสนองกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ซึ่งการรักษาแบบอื่นไม่ได้ผลแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าการฝังเข็มเป็นการรักษาแบบสุดท้ายของการลดความเจ็บปวด ซึ่งทำให้ผลการรักษาดูได้ลำบาก ทำให้เกิดมีอคติในคนไข้ขึ้นมาว่า การฝังเข็มเป็นการรักษาแบบสุดท้าย เมื่อการรักษาแบบอื่น ๆ ไม่ได้ผลแล้ว

ปวดจากข้อเข่าเสื่อม

              การทดลองกลุ่มใหญ่ ซึ่งมีคนไข้ 570 คน สรุปออกมาว่าการฝังเข็มช่วยในการลดปวด และทำให้กลับมาขยับได้ดีขึ้น 7 องค์กรอนามัยสหรัฐอเมริกา US NIH ทำทดลองและสรุปว่าใช้การฝังเข็มเสริมร่วมไปกับการรักษาแผนปัจจุบันได้ผลดี คนไข้ในการทดลองนี้จะได้รับการฝังเข็ม, การฝังเข็มปลอมที่ไม่ฝังเข็มบนจุดฝังเข็ม, หรือการแนะนำการดูแลตัวเอง ร่วมไปกับการรักษาด้วยยา
การทดลองที่ทำก่อนหน้านี้ใช้ฝังเข็มในคนไข้ปวดจากเข่าเสื่อมได้ผลสรุปออกมาไม่ชัดนัก ซึ่งอาจจะเกิดจากการทดลองนั้นใช้จำนวนคนไข้น้อยไป ใช้การรักษาฝังเข็มน้อยครั้งไป หรือ การมีข้อจำกัดต่าง ๆ การวัดอาการที่ดีขึ้นของคนไข้โดยใช้ระดับความปวด และระดับการทำงานของคนไข้เมื่อเทียบกันระหว่างกลุ่มฝังเข็มกับกลุ่มฝังเข็มปลอม และกลุ่มรักษาทั่วไปโดยไม่ใช้ฝังเข็ม (53% และ 51% เทียบกับ 29% ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามผลลัพธ์หลอกอาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากอาการที่ดีขึ้นนั้นเห็นได้ทั้งในกลุ่มที่ฝังเข็ม และกลุ่มที่ฝังเข็มที่ไม่ใช่จุดฝังเข็ม มีคนที่วิจารณ์บอกไว้ว่า ยังเป็นคำถามอยู่ว่ากลุ่มที่ใช้ฝังเข็มปลอมนั้นอาจจะมีความเหมือนกับการฝังเข็มจริงมากไป ทำให้ผลออกมาใกล้เคียงกันเกินไป และมีการเผยแพร่ในอินเตอร์เนตเรื่องผลการรักษาที่ดีของการฝังเข็มก่อนที่การทดลองจะเสร็จสิ้น

ปวดคอเรื้อรัง

             นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เซ้าแทมตัน เปรียบเทียบการรักษาฝังเข็มจริงกับปลอมจากแพทย์ฝังเข็มคนเดียวกันไว้ จากคนไข้ 124 คนที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง คนไข้อายุระหว่าง 18 ถึง 80 8 ภายใน 12 สัปดาห์ คนไข้จากทั้งสองกลุ่มรายงานว่าอาการปวดลดลงมากกว่า 60% จากผลสามารถบอกได้ว่าการลดปวดนั้นไม่ได้มาจากการฝังเข็มแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะส่งผลมาจากกระบวนการบางอย่างในการรักษาที่ไม่เกี่ยวกับเข็มเลย

ปวดหลังส่วนล่าง

          สำหรับปวดหลังส่วนล่างนั้น บทความโครเครน ประมวล 9 แล้วบอกไว้ว่า
35 การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม รวมผู้ป่วย 2,861 คน ในผลการประมวณนี้ มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะให้การแนะนำเกี่ยวกับการฝังเข็ม หรือ ฝังเข็มแห้งสำหรับปวดหลังส่วนล่างแบบเฉียบพลัน แต่สำหรับการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังนั้น ผลออกมาว่าการฝังเข็มได้ผลมากกว่าการไม่รักษาหรือการฝังเข็มปลอมชัดเจน ซึ่งการวัดผลทำใน 3 เดือน ผลยังออกมาด้วยว่า ผลการฝังเข็มทำให้หายปวดชัดเจนและเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการไม่รักษา การฝังเข็มไม่ได้ผลมากไปกว่าการรักษาทางเลือกแบบอื่น ๆ เมื่อใช้การฝังเข็มร่วมไปกับการรักษาแบบทั่วไป การลดปวดและการทำงานของร่างกายต่าง ๆ จะกลับไปดีขึ้นดีเร็วกว่าการรักษาแบบทั่วไปมาก อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ยังไม่มากนัก การฝังเข็มแบบแห้งจะใช้ได้ผลดีหากทำร่วมกันกับการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง

ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

ข้อห้ามและข้อควรระวังของการฝังเข็มจะอยู่ในตารางที่ 2ด้านล่าง การฝังเข็มด้วยทางเทคนิคแล้วเป็นการผ่าตัดที่มีผลข้างเคียงน้อยมาก (ตารางที่ 3) การบาดเจ็บรุนแรงนั้นแทบไม่พบในการใช้เข็มกระทั่ง 1 ล้านครั้งทั่วโลก แพทย์ฝังเข็มที่ถูกฝึกมาอย่างดีจะป้องกันการเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ การใช้เข็มเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งเป็นการกำจัดโอกาสการติดเชื้อข้ามกันระหว่างบุคคล ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือ การเป็นลม หรือ หน้ามืดก่อนเป็นลม (หรือที่เรียกว่า เป็นลมช็อคจากเข็ม) ซึ่งทั่วไป เมื่อเอาเข็มออก และเทคนิคการใช้เข็ม หรือ การนอนฝังเข็มจะเป็นการป้องกันการเกิดอาการเป็นลมนี้ได้

ข้อห้ามในการฝังเข็ม

ข้อห้ามโดยเด็ดขาด
  • ข้อควรระวังโดยทั่วไป(ฝังเข็มได้แต่ต้องระวังเพิ่มขึ้น)
  • กลัวเข็มอย่างรุนแรง ตั้งครรภ์ แต่สามารถฝังเข็มได้หากระวังการกระตุ้นจุดที่จะทำให้มดลูกหดตัว
  • เลือดออกรุนแรง เลี่ยงจุดที่หัวนม, สะดือและหลอดเลือดใหญ่ต่าง ๆ และ
  • จุดที่เป็นข้อห้ามตามตำราฝังเข็ม
  • ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ระหว่างการฝังเข็ม จุดที่กะโหลกยังไม่ปิด
  • ติดเชื้อในกระแสเลือด ฝังเข็มระหว่างมีประจำเดือน (ช้ำง่าย)
  • คนไข้ไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ถ้าคนไข้ได้รับยาสเตอรอยด์, ยากันชัก,
  • เห็นภาพหลอน, หลงผิด, อื่น ๆ ยากดประสาท ( ผลการรักษาลดลง)
  • ผิวหนังบริเวณฝังเข็มอักเสบติดเชื้อ ยาละลายลิ่มเลือด
  • แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  • บาดแผลบริเวณที่จะฝังเข็ม
  • การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าจะไม่ใช้เหนือบริเวณหัวใจและสมอง และจะไม่ใช้ในคนไข้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจในร่างกายหรือ อุปกรณ์ปั๊มในร่างกาย


ผลข้างเคียงจากการฝังเข็ม

  • ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ
  • เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ
  • ระบบประสาทและเส้นเลือดบาดเจ็บ
  • ติดเชื้อ
  • แพ้โลหะ
  • ปวดบริเวณที่ฝังเข็ม
  • ช้ำ
  • เลือดออก
  • ห้อเลือด มีก้อนเลือดในบริเวณที่ฝังเข็ม


บทสรุป

       เมื่อไหร่ก็ตามที่การรักษาแบบแผนปัจจุบันไม่ได้ผล, การที่ผู้ป่วยทนกับผลข้างเคียงของการรักษาแบบแผนปัจจุบันไม่ได้ การฝังเข็มน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการรักษาร่วม 10 การที่ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรก ๆ ทำให้การมาฝังเข็มอาจจะมาช้าไป แต่การที่จะใช้การฝังเข็มเป็นการรักษาหลักแล้วหลีกเลี่ยงหรือไปรักษาแบบแผนปัจจุบันช้าไปก็ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งการฝังเข็มนั้นยังไม่ได้รับการยอมรับจากการวิจัย ผลที่ได้จากการวิจัยก็ยังไม่ชัดเจน ยากที่จะเชื่อว่าจะได้ผลเพราะไม่สามารถจับต้องได้ แต่อย่างน้อยบทความนี้ก็ตอบชี้ให้เห็นอะไรบ้างจากทางมุมมองวิทยาศาสตร์และการวิจัย

จากหนังสือ การจัดการและควบคุมของหนังสือวิชาการอังกฤษด้านดมยา (2007)
• © The Board of Management and Trustees of the British Journal of Anaesthesia [2007].
References
[1.] Vernejoul P, Albarede P, Darras JC. Nuclear medicine and acupuncture message transmission. J Nucl Med 1992;33:409-12.
[2.] Hans JS, Xie GX, Zhou ZF, Folkesson R, Terenius L. Acupuncture mechanisms in rabbits studied with microinjection of antibodies against β-endorphin, enkephalin, and substance P. Neuropharmacology 1984;23:1-5.
[3.]Melzack R. Acupuncture and pain mechanisms. Anaesthesist 1976;25:204-7
[4.]Kapthuk TJ. Acupuncture: theory, efficacy, and practice. Ann Intern Med 2002;136:374-83.
[5.]Takeshige C, Oka K, Mizuno T, et al. The acupuncture point and its connecting central pathway for producing acupuncture analgesia. Brain Res Bull 1993;30:53-67.
[6.]NIH. NIH consensus statement online 3–5 November 1997. Acupuncture 1997;15:1-34.
[7.] Scharf H, Mansmann U, Streitberger K, et al. Acupuncture and knee osteoarthritis: a three-armed randomized trial. Ann Intern Med 2006;145:12-20.
[8.]White P, Lewith G, Prescott P, Conway J. Acupuncture versus placebo for the treatment of chronic mechanical neck pain: a randomized, controlled trial. Ann Intern Med 2004;141:911-9.
[9. ]Furlan AD, van Tulder MW, Cherkin DC, et al. Acupuncture and dry-needling for low back pain (Cochrane review). Cochrane Database Syst Rev 2005. Issue 1. Art. No.: CD001351. DOI: 10.1002/14651858.CD001351.pub2.
[10.]Zhang X. Acupuncture: Review and Analysis of Reports on Controlled Clinical Trials. Geneva: World Health Organization; 2002.
แปลและอ้างอิงจาก
http://ceaccp.oxfordjournals.org/content/7/4/135.full
โดย พญ.ศรันยา สาครินทร์, M.D., Dipl. OM (NCCAOM)
บทความภาษาไทยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ THC เราส่งเสริมการเผยแพร่บทความไปตามสื่อต่าง ๆ
กรุณาขออนุญาตหรือให้เครดิตกับ THC Pain Clinic 66-2-116-0667 และ www.thctotalhealthclinic.com ด้วยค่ะ