THc Acupuncture clinic

02-1789980, 02- 1160667

ฝังเข็มลดปวดในงานวิจัยต่าง ๆ 

สิ่งที่สำคัญที่สุด ?

เรารู้เกี่ยวกับการฝังเข็มมากเท่าไหร่?
           มีการทดลองเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการฝังเข็ม, โดยเฉพาะการรักษาอาการปวดหลังและคอ, ปวดจากข้อเข่าเสื่อม, และปวดหัว แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังเพิ่งเริ่มเข้าใจว่าการฝังเข็มนั้นยังมีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพในอีกหลาย ๆ ด้าน

รารู้อะไรเกี่ยวกับผลของการฝังเข็ม?
งานวิจัยต่าง ๆ บอกไว้เป็นแนวทางว่า การฝังเข็มนั้นช่วยในการจัดการอาการปวดต่าง ๆ ได้ แต่หลักฐานในเรื่องรักษาสุขภาพด้านอื่น ๆ นั้นยังไม่แน่นอน

เรารู้อะไรเกี่ยวกับความปลอดภัยของการฝังเข็ม?
การฝังเข็มนั้นถือว่าเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อได้รับการรักษาจากผู้ที่มีประสบการณ์และได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี โดยใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบสเตอไรด์ การฝังเข็มแบบที่ไม่เป็นไปตามมาตราฐานการรักษาจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

การฝังเข็มคืออะไร?
          การฝังเข็มคือหัตถการที่ใช้เทคนิคที่ผู้รักษากระตุ้นจุดฝังเข็มต่าง ๆ บนร่างกาย โดยทั่วไปมักใช้เข็มแทงเข้าไปผ่านผิวหนัง ซึ่งเป็นการรักษาแบบดั้งเดิมของการแพทย์แผนจีน

วิทยาศาสตร์คิดอย่างไรกับผลการรักษาของการฝังเข็ม?
ผลของงานวิจัยมากมาย บอกแนวทางไว้ว่าการฝังเข็มสามารถช่วยลดอาการปวดได้หลายชนิด ซึ่งโดยมากมักจะเป็นอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลังส่วนล่าง, ปวดคอ, ปวดเข่าจากเข่าเสื่อม เป็นต้น การฝังเข็มยังสามารถลดความถี่ของการปวดหัวจากกล้ามเนื้อและป้องกันการปวดไมเกรนได้ด้วย ดังนั้นการฝังเข็มจึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง อย่างไรก็ตามการรักษาตามมาตราฐานแบบแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังไม่แน่นอนว่าอาการแบบใดควรจะแนะนำการรักษาฝังเข็มหรือไม่

สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่าง
- ในปี คศ. 2012 มีการประมวลผลของงานวิจัยเกี่ยวกับฝังเข็มสำหรับหลังและคอไปด้วยกัน และพบว่าการฝังเข็มสามารถข่วยลดปวดมากว่าการไม่ฝังเข็ม หรือ การฝังเข็มหลอก
- ในปี คศ. 2010 มีการสรุปผล โดยองค์กรด้านงานวิจัยสุขภาพ (the Agency for Healthcare Research and Quality) พบว่าการฝังเข็มช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่างทันทีหลังการฝังเข็มแต่ว่าไม่ได้ลดปวดในระยะยาว
- ในปี คศ. 2008 รายงานสรุปการวิจัยของการฝังเข็มในอาการปวดหลังส่วนล่างพบว่ามีหลักฐานที่บอกได้ว่าการฝังเข็มร่วมไปกับการรักษาแบบทั่วไปได้ผลดีกว่าการรักษาแบบทั่วไปเพียงอย่างเดียว รายงานสรุปการวิจัยนี้ยังบอกอีกว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างผลการรักษาของการฝังเข็มและการฝังเข็มหลอกที่ฝังเข็มแต่ไม่ได้ฝังบนจุดฝังเข็ม
- มาตราฐานการรักษาซึ่งออกมาโดยสมาคมความเจ็บปวดของอเมริกา และ วิทยาลัยแพทย์ของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2007 แนะนำโดยแพทย์ให้ใช้การฝังเข็มเป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยาในผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยตนเอง (การรักษาที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น ออกกำลังกาย, ประคบร้อน, และใช้ยาแก้ปวด เป็นต้น)

สำหรับอาการปวดคอ

- ในปี ค.ศ. 2009 การประมวลผลงานวิจัยพบว่าการฝังเข็มบนจุดฝังเข็มช่วยลดอาการปวดคอมากกว่าการฝังเข็มหลอก แต่การประมวลผลเหล่านี้ใช้ผู้เข้าร่วมวิจัยน้อย หลักฐานการยืนยันจึงน้อยตามไปด้วย (มีแค่ 3 งานวิจัย และจำนวนผู้เข้าร่วมก็น้อยด้วย)
- งานวิจัยที่เยอรมันใช้ผู้เข้าร่วมกลุ่มใหญ่ ซึ่งมากกว่า 14,000 คน ประเมินการใช้ฝังเข็มรักษาเพิ่มไปจากการรักษาเดิมของอาการปวดคอ นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมในงานวิจัยรายงานว่าอาการปวดลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกันกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม งานวิจัยนี้ไม่ได้ทำการฝังเข็มจริงกับการฝังเข็มหลอกมาเปรียบเทียบกัน

สำหรับอาการปวดเข่าจากเข่าเสื่อม

- ในปี ค.ศ. 2014 งานวิจัยในประเทศออสเตรเลียที่รวมคนทั้งผู้หญิงและผู้ชายจำนวน 282 คน ได้ผลออกมาว่าการฝังเข็ม โดยใช้เข็มและแสงเลเซอร์แทนเข็มนั้นได้ผลดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดในการลดปวดเข่าจากอาการเข่าเสื่อมเมื่อเทียบกับการไม่รักษา แต่ไม่ได้ผลแตกต่างจากการฝังเข็มหลอกจากแสงเลเซอร์ ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับการรักษาประมาณ 8-12 ครั้งใน 12 สัปดาห์ ซึ่งผลการรักษานี้เหมือนกันกับผลงานวิจัยก่อนหน้านี้อีกหลายงานวิจัย ซึ่งแสดงผลได้ว่า การฝังเข็มนั้นดีกว่าการไม่ได้รับการรักษา แต่ไม่ได้ต่างกันกับการฝังเข็มหลอกหรือฝังเข็มไม่ตรงจุดฝังเข็ม ในการลดอาการปวดจากเข่าเสื่อม
- งานประมวลผลงานวิจัยหลักในปี ค.ศ. 2012 เกี่ยวกับงานวิจัยในการฝังเข็ม พบว่า การฝังเข็มจริงนั้นช่วยลดปวดจากเข่าเสื่อมได้มากกว่าการฝังเข็มหลอก หรือการไม่รักษาด้วยการฝังเข็ม
- ในปี ค.ศ. 2010 สรุปงานวิจัยเกี่ยวกับการฝังเข็มสำหรับการปวดจากข้อเข่าเสื่อม หรือ ข้อสะโพกเสื่อม ผลออกมากว่าการฝังเข็มจริงตามจุดฝังเข็มนั้นช่วยลดปวดได้มากกว่าการฝังเข็มหลอกที่ไม่ฝังเข็มตามจุดฝังเข็ม และมากกว่าการไม่ฝังเข็ม อย่างไรก็ตามความต่างกันของผลการลดปวดในกลุ่มฝังเข็มจริงกับฝังเข็มหลอกนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก ขณะที่ผลการลดปวดแตกต่างกันอย่างมากในกลุ่มที่ฝังเข็มกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝังเข็ม

สำหรับอาการปวดศีรษะ

- ในปี ค.ศ. 2012 การประมวลผลในผู้เข้าร่วมกลุ่มการฝังเข็มของผู้ป่วยไมเกรนและผู้ป่วยปวดศีรษะจากปวดกล้ามเนื้อ ผลการประมวลออกมาว่าการฝังเข็มจริงได้ผลมากกว่าการฝังเข็มหลอก และมากกว่าการไม่ฝังเข็ม ซึ่งสามารถลดอาการปวดศีรษะได้ทั้งความถี่และความรุนแรงของความเจ็บปวด
- ในปี ค.ศ. 2009 การสรุปผลงานวิจัยได้ผลออกมาว่าการฝังเข็มจริง เมื่อเปรียบเทียบกับการฝังเข็มหลอก และยาแก้ปวดแล้ว สามารถลดปวดในคนไข้ที่ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อได้, ในปี ค.ศ. 2008 การสรุปผลงานวิจัยบอกว่าการฝังเข็มจริงนั้นได้ผลในการลดการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อมากกว่าการฝังเข็มหลอกเพียงเล็กน้อย ทั้งในด้านความถี่ และความรุนแรงของการปวดศีรษะ
- ในปี ค.ศ. 2009 การสรุปผลงานวิจัยพบว่าการเพิ่มการฝังเข็มเข้าไปในผู้ป่วยไมเกรนที่ได้รับการรักษาตามปกตินั้นสามารถลดความถี่ในการปวดไมเกรนลงได้ แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยอีกหลายอันได้เปรียบเทียบการฝังเข็มจริงกับการฝังเข็มหลอกไว้ว่ามีความแตกต่างบ้างแต่ไม่แน่นอน
สำหรับอาการอื่น ๆ
- ผลการสรุปงานวิจัยที่รวบรวมจาก 11 งานวิจัยซึ่งรวมกันมีมากกว่า 1,200 ผู้เข้าร่วม บอกได้ว่าการฝังเข็ม และการกระตุ้นจุดฝังเข็มสามารถช่วยบางอาการที่เกี่ยวกับการรักษามะเร็ง
- ยังมีหลักฐานไม่พอสำหรับการที่จะชี้ชัดว่าการฝังเข็มช่วยผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า
- การฝังเข็มได้รับการสนับสนุนให้ใช้ในการช่วยหยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 แต่ว่าผลการวิจัยไม่บอกชัดว่าสามารถหยุดนิสัยการสูบบุหรี่ได้

ความยากลำบากในการศึกษาการฝังเข็ม

การศึกษาการฝังเข็มนั้นยากเพราะ
- งานวิจัยนั้นแตกต่างกันในแง่เทคนิค, จำนวนจุดของการฝังเข็ม, จำนวนครั้งในการรักษาฝังเข็ม และ ระยะเวลาที่ใช้ในการฝังเข็มแต่ละครั้ง
- ผลของการฝังเข็มแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับความเชื่อและความคาดหวังแต่ละบุคคลในการรักษา หรือ ความสัมพันธ์กันกับผู้ให้การรักษา มากกว่าการรักษาฝังเข็ม

การฝังเข็มหลอกคืออะไร

ในงานวิจัยบางงานนั้น ผู้วิจัยได้ทดลองการรักษาจริงเปรีบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีตัวยาหรือไม่ใช้เทคนิค (เรียกกลุ่มการรักษาหลอกนั้นเอง) เพื่อที่จะดูว่าการตอบสนองต่อการทดลองว่าแตกต่างกันอย่างไรระหว่าง 2 กลุ่ม หลายงานวิจัยใช้เทคนิคการฝังเข็มที่เรียกว่า การฝังเข็มหลอกซึ่งอาจจะใช้เข็มทู่ ๆ ที่จะแตะกับผิวหนังแต่ไม่ผ่านผิวหนังเข้าไป (ในการฝังเข็มจริงนั้น เข็มจะต้องผ่านผิวหนังเข้าไป) นักวิจัยยังใช้การฝังเข็มหลอกแบบอื่น ๆ อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ยังสังเกตุเห็นว่าการฝังเข็มหลอกก็ยังได้ผลบ้างในการลดปวด

ในทางวิทยาศาสตร์คิดอย่างไรกับความปลอดภัยและผลข้างเคียงของการฝังเข็ม

- จากรายงาน ค่อนข้างมีผลข้างเคียงน้อยจากการฝังเข็ม แต่ผลข้างเคียงก็ยังมีจากการใช้เข็มที่ไม่ผ่านกระบวนการปลอดเชื้อ และวิธีการใช้เข็มไม่ถูกต้องในการรักษา
- เมื่อวิธีการใช้เข็มไม่ถูกต้อง การฝังเข็มสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ รวมไปถึง การติดเชื้อ, การแทงโดนอวัยวะภายในต่าง ๆ, ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (pneumothorax), และ การบาดเจ็บของระบบประสาทส่วนกลางได้
องค์กรอาหารและยาของอเมริกา (FDA) ได้ออกควบคุมเข็มที่ใช้ในการฝังเข็มให้ใช้กฎเดียวกันกับเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และใช้เฉพาะสำหรับแพทย์ฝังเข็มที่มีใบอนุญาตเท่านั้น และยังควบคุมให้เข็มฝังเข็มนั้นจะต้องผลิตและติดฉลากตามมาตราฐานด้วย ยกตัวอย่างเช่น องค์กรอาหารและยาของอเมริกา (FDA) บังคับว่าเข็มฝังเข็มจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อแบบสเตอไรด์, ไม่มีสารพิษ, และ ติดฉลากว่าสำหรับใช้ครั้งเดียวทิ้งและใช้โดยแพทย์ฝังเข็มที่มีใบอนุญาตเท่านั้น เป็นต้น

งานวิจัยที่สนันสนุนโดย NCCIH

National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH)
NCCIH สนับสนุนงานวิจัยที่ประเมินผลการรักษาของการฝังเข็ม สำหรับหลากหลายรูปแบบของการลดปวด และ อาการต่าง ๆ และยังสนับสนุนงานวิจัยที่จะอธิบายว่าร่างกายมนุษย์ตอบสนองอย่างไรกับการฝังเข็ม และ กลไกการออกฤทธิ์ที่ทำให้การฝังเข็มได้ผล งานวิจัยที่ NCCIH ให้การสนับสนุนนั้นมี
- การฝังเข็มจะช่วยลดความถี่ของอาการร้อนวูบวาบที่เกี่ยวข้องกับวัยทองได้หรือไม่
- การฝังเข็มจะข่วยลดอาการปวดและอาการไม่สบายตัวที่อาจจะมาจากการรักษาเคมีบำบัดได้หรือไม่
- การเปรียบเทียบกันว่า การฝังเข็มจริงจะได้ผลมากกว่าการฝังเข็มหลอก หรือการรักษาด้วยยาลดปวดหรือไม่ และลดปวดได้มากกว่ากันเท่าไร

สิ่งที่สำคัญและควรจะสนใจ

- ไม่ควรให้การฝังเข็มเป็นการชะลอไม่ให้ไปพบแพทย์แผนปัจจุบันเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ
- ถ้าคุณไปพบแพทย์ฝังเข็ม ควรจะเช็คความน่าเชื่อถือด้วย ในไทยแนะนำให้ตรวจว่ามีใบอนุญาต หรือใบประกอบโรคศิลป์จากกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ ในสหรัฐอเมริกาแพทย์ฝังเข็มได้รับการรับรองและผ่านการสอบใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
- แพทย์แผนปัจจุบันบางท่าน รวมไปถึงแพทย์และทันตแพทย์ ก็ให้การรักษาฝังเข็มด้วย เมื่อจะต้องรับการรักษาฝังเข็มก็ควรจะสอบถามถึงการฝึกและประสบการณ์ในการฝังเข็มด้วย
- ควรถามแพทย์ฝังเข็มเกี่ยวกับประสบการณ์ว่าให้การรักษาคนไข้มากี่คนแล้ว และ ค่ารักษาแต่ละครั้งเท่าไหร่ บริษัทประกันสุขภาพ บางบริษัทอาจจะจ่ายให้กับการรักษาด้วยการฝังเข็ม แต่บางบริษัทประกันสุขภาพก็ไม่จ่ายให้ แนะนำว่าให้หาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

  • NCCIH Clearinghouse

NCCIH เป็นองค์กรในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาทางเลือกและการรักษาแบบองค์รวม รวมไปถึงตีพิมพ์รายงาน และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และด้านคลินิกเกี่ยวกับการแพทย์ องค์กร NCCIH ไม่ได้ให้การรักษา หรือปรึกษาด้านการแพทย์ หรือการแนะนำการรักษา หรือการส่งต่อแนะนำแพทย์ใด ๆ
Toll-free in the U.S.: 1-888-644-6226
TTY (for deaf and hard-of-hearing callers): 1-866-464-3615
Web site: nccih.nih.gov
E-mail: info@nccih.nih.gov
PubMed®หน่วยงานบริการของ ห้องสมุดแห่งขาติของการแพทย์ (The National Library of Medicine (NLM)) PubMed รวบรวมข้อมูล และ ข้อมูลสรุปสั้น ๆ ของแต่ละหัวข้อของรายงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์
Web site: www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed
การวิจัยของ NIH กับคุณ
ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพแห่งชาติ (The National Institutes of Health (NIH))มีเวปไซต์, งานวิจัยของ NIH กับคุณ, เพื่อที่จะช่วยบุคคลทั่วไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทดลองวิจัยในคน , แล้วทำไมงานวิจัยถึงสำคัญ, และ ต้องทำอย่างไรเพื่อเข้าร่วม เวปไซต์นี้รวบรวมคำถามคำตอบเกี่ยวกับการทดลองวิจัย, แนะนำว่าการหางานทดลองวิจัยผ่าน ClinicalTrial.gov และ แหล่งข้อมูลอื่น ๆ, และ เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ได้เข้าร่วมในงานวิจัย งานวิจัยเป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะหาทางที่ดีกว่าในการป้องกัน, วินิจฉัย, และ รักษาโรคต่าง ๆ
Web site: www.nih.gov/health/clinicaltrials/
รายงานรวบรวมงานวิจัยบนอินเตอร์เน็ต และผลงานวิจัย
Research Portfolio Online Reporting Tools Expenditures & Results (RePORTER)
RePORTER คือฐานข้อมูลของงานวิจัยที่ออกทุนโดยรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นต่าง ๆ นั้นได้ทำในศูนย์การวิจัยในแต่ละที่
Web site: projectreporter.nih.gov/reporter.cfm

  • องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA)

องค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น อาหาร, ยา, อาหารเสริม, อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
Toll-free in the U.S.: 1-888-463-6332
Web site: www.fda.gov

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

• Berman BM, Langevin HM, Witt CM, et al. Acupuncture for chronic low back pain. New England Journal of Medicine. 2010;363(5):454–461.
• Cherkin DC, Sherman KJ, Avins AL, et al. A randomized trial comparing acupuncture, simulated acupuncture, and usual care for chronic low back pain. Archives of Internal Medicine. 2009;169(9):858–866.
• Chou R, Qaseem A, Snow V, et al. Diagnosis and treatment of low back pain: a joint clinical practice guideline from the American College of Physicians and the American Pain Society. Annals of Internal Medicine. 2007;147(7):478–491.
• Cummings M. Modellvorhaben Akupunktur—a summary of the ART, ARC and GERAC trials. Acupuncture in Medicine. 2009;27(1):26–30.
• Furlan A, Yazdi F, Tsertsvadze A, et al. Complementary and Alternative Therapies for Back Pain II. Evidence Report/Technology Assessment No. 194. Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. 2010. AHRQ Publication No. 10(11)–E007.
• Hinman RS, McCrory P, Pirotta M, et al. Acupuncture for chronic knee pain. A randomized clinical trial.JAMA. 2014;312(13):1313–1322.
• Linde K, Allais G, Brinkhaus B, et al. Acupuncture for migraine prophylaxis. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2009;(1):CD001218. Accessed at www.thecochranelibrary.com on July 2, 2014.
• Linde K, Allais G, Brinkhaus B, et al. Acupuncture for tension-type headache. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2009;(1):CD007587. Accessed at www.thecochranelibrary.com on July 2, 2014.
• Manheimer E, Cheng K, Linde K, et al. Acupuncture for peripheral joint osteoarthritis. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2010;(1):CD001977. Accessed at www.thecochranelibrary.com on July 2, 2014.
• Vickers AJ, Cronin AM, Maschino AC, et al. Acupuncture for chronic pain: individual patient data meta-analysis. Archives of Internal Medicine. 2012;172(19):1444–1453.
• Vickers AJ, Linde K. Acupuncture for chronic pain. JAMA. 2014;311(9):955–956.
• Witt CM, Jena S, Brinkhaus B, et al. Acupuncture for patients with chronic neck pain. Pain. 2006;125(1–2):98–106.
• Yuan J, Purepong N, Kerr DP, et al. Effectiveness of acupuncture for low back pain: a systematic review.Spine. 2008;33(23):E887–E900.
ขอขอบคุณ
NCCIH ขอขอบคุณบุคคลที่ได้ช่วยเหลือในด้านที่มีความเชี่ยวชาญต่าง ๆ และ สรุปประมวลผลสำหรับรายงานฉบับนี้ Lixing Lao, Ph.D., University of Maryland School of Medicine;
Karen Sherman, Ph.D., M.P.H., Group Health Research Institute, Seattle;
Maria E. Suarez-Almazor, M.D., Ph.D., The University of Texas M.D. Anderson Cancer Center; and
Kristin Huntley, Ph.D., Partap Khalsa, D.C., Ph.D., and John (Jack) Killen, Jr., M.D., NCCIH.

แปลและอ้างอิงจาก
https://nccih.nih.gov/health/acupuncture/introduction
แปลและเรียบเรียงโดย พญ.ศรันยา สาครินทร์, M.D., Dipl. OM (NCCAOM)

บทความภาษาไทยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ THC เราส่งเสริมการเผยแพร่บทความไปตามสื่อต่าง ๆ
กรุณาขออนุญาตหรือให้เครดิตกับ THC Pain Clinic 66-2-116-0667 และ www.thctotalhealthclinic.com ด้วยค่ะ