THc Acupuncture clinic

02-0299465, 085-9613355

โรคอ้วน



Cr: http://dumbellfitness.com/wp-content/uploads/2014/01/Wed-Jan-29-Fight-the-Fat-Ditch-the-Disease1.jpg

1.โรคอ้วน

-โรคอ้วนเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมเกินซึ่งปัญหาอย่างมากในสังคมปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพอื่นๆตามมาอีก เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

2.ทำไมถึงอ้วน

-เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมเมือง ชีวิตสะดวกสบายขึ้น มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้คนในปัจจุบันขาดการเคลื่อนไหว และยิ่งในปัจจุบันชีวิตค่อนข้างเร่งรีบทำให้คนเราหันมาทานอาหารประเภท fast food กันมากขึ้น บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจึงต้องทำงานหนักมากขึ้น ขาดการออกกำลังกาย ยิ่งทำให้อาหารที่ทานไปในแต่ละมื้อไม่สามารถเผาผลาญได้หมด เกิดเป็นพลังงานเกินสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย

3.ทำไมคนที่อ้วนมาตั้งแต่เด็กถึงลดน้ำหนักได้ยาก

-เนื่องจากว่า ถ้าเราทานอาหารเยอะมากเกินความจำเป็นในวัยเด็ก จะทำให้เซลล์ไขมันนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นตามกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่ในผู้ใหญ่นั้นเซลล์ไขมันจะไม่เพิ่มจำนวน แต่จะขยายขนาดแทน ซึ่งเวลาลดน้ำหนักจะเห็นผลที่ชัดเจนกว่า ซึ่งคนที่อ้วนตั้งแต่วัยเด็กนั้นถึงแม้เซลล์ไขมันจะลดขนาดลงแต่ในร่างกายยังมีจำนวนเซลล์ที่ค่อนข้างมาก จึงทำให้ลดน้ำหนักได้น้อย

4.ทำไมจึงโยโย่

-จากทฤษฎีเซ็ทพ้อยท์ ( Set Point Theory )กล่าวว่า " ร่างกายมีกลไกอัตโนมัติที่จะปรับน้ำหนักตัวให้มีความคงที่ "
หมายความว่า เมื่อเราพยายามที่จะอดอาหาร ร่างกายจะพยายามปรับค่าเซทพ้อยท์ให้คงที่ โดยการกระตุ้นให้เราหิวมากขึ้น และพยายามที่จะเผาผลาญอาหารให้น้อยลง ในกรณีโยโย่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายพยายามจะหาพลังงานมาทดแทนส่วนที่หายไป จึงกระตุ้นให้เราอยากอาหารมากขึ้น ซึ่งเมื่อเราทานอาหารมากขึ้นก็จะเกิดไขมันส่วนเกินไปสะสมตามส่วนต่างๆ จึงกลับมาอ้วนอีกนั่นเอง

5.น้ำหนักแค่ไหนถึงเรียกว่าอ้วน

-เราจะวัดได้ง่ายๆจากค่าดัชนีมวลกาย(BMI) โดยนำเอา BMI= น้ำหนักตัว (kg) / ส่วนสูง m2
เช่นน้ำหนัก50kgสูง 1.6 m จะได้ 50/1.6*1.6 = 19.5

ผอมเกินไป: น้อยกว่า 18.5 (<18.5)
เหมาะสม: มากกว่าหรือเท่ากับ 18.5 แต่น้อยกว่า 25 (>18.5 แต่ <25)
น้ำหนักเกิน: มากกว่าหรือเท่ากับ 25 แต่น้อยกว่า 30 (>25 แต่ <30)
อ้วน: มากกว่าหรือเท่ากับ 30 แต่น้อยกว่า 40 (>30 แต่ <40)
อันตรายมาก: มากกว่าหรือเท่ากับ 40 (>40)

6.การฝังเข็มลดความอ้วน

-การฝังเข็มเพื่อลดความอ้วนจะช่วยปรับระบบย่อยและระบบขับถ่ายได้ดี ซึ่งแพทย์แผนจีนมองว่าผู้ทีมีภาวะน้ำหนักเกิน เกิดจากร่างกายมีภาวะชี่พร่องและ มีเสมหะสะสมในร่างกาย เสมหะนั้นเกิดจากการที่ม้ามทำงานไม่ดี การฝังเข็มจะช่วยบำรุงม้ามให้ทำงานได้ดี ซึ่งจะสามารถขับพวกเสมหะออกไปได้ และช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนได้อีกด้วย

7.ฝังกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

-โดยทั่วไปจะฝังประมาณ 2คอร์ส(20ครั้ง) ควรมาฝังเข็มอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงที่ฝังเข็มน้ำหนักจะลดลงได้ประมาณ2-5 กิโล นอกจากนี้แล้วยังต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย

8.ใช้เข็มเยอะไหม ปักตรงไหนบ้าง

-ใช้จุดฝังเข็มที่แขน ขา และหน้าท้อง บริเวณหน้าท้องจะใช้เข็มค่อนข้างเยอะ เพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย

9.การฝังเข็มกระชับสัดส่วน

-ใช้เข็มปักตามบริเวณที่เราต้องการจะลด เช่นลดแขน เราจะปักเข็มที่แขน ประมาณ 6 -8 เล่ม และใช้ไฟฟ้าช่วยกระตุ้น เป็นการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน

10.การครอบแก้วลดเฉพาะส่วน

-การครอบแก้วนั้นจะทำให้บริเวณที่ครอบนั้น เลือดลมไหวเวียนดี ปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดและระบบน้ำเหลืองทำงานดี ช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น และความร้อนจากการครอบแก้วยังช่วยให้ไขมันสลายตัวได้ดียิ่งขึ้น
วิธีการครอบแก้วกระชับสัดส่วนนั้นเราจะใช้เป็นเทคนิคแก้ววิ่ง คือหลังจากครอบแก้วจะมีการดึงแก้ว ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเผาผลาญไขมันได้ดีและยังช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับมากขึ้น

11.การฝังเข็มหูลดน้ำหนัก

-การฝังเข็มหูนั้นนอกจากจะช่วยรักษาโรคยังช่วยป้องกันโรคได้อีกด้วย จากเวลาที่ผ่านมายังพิสูจน์ให้เห็นว่าการฝังเข็มหูนั้นยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และยังมีส่วนช่วยในการเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เสริมความงามได้อีกด้วย
การฝังเข็มหูเราจะใช้เข็มขนาดเล็กแทงลงไปที่จุดฝังเข็มหู จะติดไว้ประมาณ1อาทิตย์ และสลับข้างในอาทิตย์ต่อมา และควรรักษาความสะอาดบริเวณเข็มหูให้ดี
ถ้าหูเปียกให้ซับให้แห้ง เพราะอาจเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้
ในการฝังเข็มหูที่ช่วยลดความอ้วนนั้น เราจะฝังไปที่จุดที่ช่วยลดความอยากอาหาร, จุดคลายเครียด และจุดที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน

12.ตำรับยาสมุนไพรจีนลดไขมันที่คลินิก

-เป็นตำรับยาเป็นยาสมุนไพรจีนสูตรลดน้ำหนักของคลินิก มีฤทธิ์ ขับเสมหะ ความชื้น และบำรุงม้าม

13.การออกกำลังกายที่เหมาะสม

-การเดิน เน้นการเดิน จะใช้การจับเวลาเป็นหลัก ประมาณ30-60นาที ไม่จำเป็นจะต้องเดินเร็ว
-การวิ่ง ที่ถูกวิธีคือ ให้วิ่งลงที่ส้นเท้าก่อนแล้วค่อยถ่ายน้ำหนักมาที่ปลายเท้า ให้เริ่มจากวิ่งเยาะๆและเพิ่มความเร็วขึ้น ประมาณ20-30นาที
-การว่ายน้ำ ต่อเนื่องประมาณ20-30นาที
-การถีบจักรยาน ให้ถีบด้วยอัตราเร็วสม่ำเสมอ หรือให้ถีบเร็วสลับช้า ต่อเนื่อง ประมาณ30-45นาที
-กระโดดเชือกอย่างน้อย 20นาทีขึ้นไป
-เล่นกีฬา
-กายบริหารอื่นๆ

14.การทานอาหาร

-ลดแป้งในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน มื้อเย็นงดแป้ง (งดข้าวนั้นเอง) ทานโปรตีน และผักได้เต็มที่ แต่ต้องเป็นผักที่เป็นใบ ควรงดประเภทเป็นหัว (เผือก มัน)
-ทานอาหารที่มีเส้นใยกากใย ผัก ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย
-หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลมากเกิน
-หลีกเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกิน
-ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์
-ปฏิบัติตามวิธีลดน้ำหนักที่ทางคลินิกแนะนำ